อีกนิดเดียว

posted on 01 May 2012 18:27 by justitia  in UpDaTe
จะจบโท แล้ว!!!

February & March Tag

posted on 06 Mar 2012 09:47 by justitia  in Events

::: February Tag :::

1. คุณได้รับจดหมายบอกรักจากผู้หญิง…

Aqua: ".................................." ขยำจดหมายทิ้ง
 
2. คุณได้รับจดหมายบอกรักจากผ้ชาย…
 
Aqua: "ของลินท์หรือเปล่า"
 
3. คุณได้รับจดหมายลูกโซ่ที่บอกว่าคุณต้องคัดลอกจดหมายส่งไปอีก 29 ฉบับไม่งั้นคุณจะโชคร้าย
 
Aqua: "ของลินท์หรือเปล่า"
 
4. คุณได้รับจดหมายจากใครก็ไม่รู้ให้ไปเจอ ณ ที่ใดที่หนึ่ง
 
Aqua: ".................................." ขยำจดหมายทิ้ง
 
5. คุณได้รับจดหมายขู่ว่าบริเวณบ้านที่คุณอาศัยอยู่นั้น ได้สร้างทับหลุมศพบรรพบุรุษชนเผ่าพื้นเมืองให้ทำการย้ายออกทั้งทีมิเช่นนั้นจะโดนคำสาป
 
Aqua: "อืม" ส่งจดหมายให้ฟลอเรนซ์
 
6. คุณได้รับจดหมาย บอกว่าคุณเป็นผู้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะสำรวจค้นหาสมบัติที่สาปสูญในเรือที่อับปางกลางทะเล
 
 
Aqua: ".................................." ขยำจดหมายทิ้ง
 
7. คุณได้รับจดหมายเขียนว่า I know what you did last summer
 
Aqua: "อืม" ส่งจดหมายให้ฟลอเรนซ์
 
8. คุณได้รับจดหมายจากคนที่อ้างตัวว่าเป็นแซนตาครอส ถามว่าคุณอยากได้อะไรวันคริสมาสปีนี้
 
Aqua: "ลินท์"
 
9. คุณได้รับจดหมายจากใครก็ไม่รู้ เขียนมาว่าคุณไปเอาของเค้ามาแล้วเค้าจะมาทวงคืน
 
Aqua: "อืม" ส่งจดหมายให้ฟลอเรนซ์
 
10. คุณได้รับจดหมายที่เขียนแค่ว่า “ทายซิชั้นคือใคร?”
 
Aqua: "ลินท์หรือเปล่า?"
 
11. คุณได้รับจดหมายที่เขียนแค่ว่า “ชั้นเฝ้ามองคุณอยู่”
 
Aqua: "ลายมือลินท์หรือเปล่า?"
 
12. คุณได้รับจดหมายจากบุคคลที่บอกว่าเป็นบุคคลซึ่งเกลียดคุณมากและตามจ้องจะฆ่าคุณทุกเมื่อที่มีโอกาส
 
Aqua: ".................................." ขยำจดหมายทิ้ง
 
13. หากมีคนเขียนจดหมายเพื่อกลั่นแกล้งคุณ คุณคิดว่าส่งมาจากใคร?
 
Aqua: "ลิลิธ"
 
14. หากต้องเขียนจดหมายเพื่อกลั่นแกล้งใคร คุณจะส่งจดหมายกลั่นแกล้งนี้ให้ใคร?
 
Aqua: "ลิลิธ"

 

--------------------------------

::: March Tag :::

 

1. ถ้าเพื่อนรักคุณโดนซอมบี้กัดจะทำยังไง?

 Aqua: "เพื่อน.................................." ฉัวะ (ฟันซอมบี้ขาดสองท่อน)

2. คิดว่าถ้าซอมบี้บุกแล้วตัวเองไม่มีอาวุธหรืออาหารเลย จะทำยังไง? จะรอดไหม และคิดว่าจะอยู่ได้กี่วัน?

 Aqua: "ถ้านอนนิ่งๆ ก็คงได้หลายเดือน"

3. ถ้าต้องใช้ชีวิตอยู่กับซอมบี้จะทำยังไง?

 Aqua: "ไม่เอาหรอก"

4. ถ้าซอมบี้บุกเข้ามาในบ้านคุณ?

 Aqua: "ก็ฟันมันสิ"

5. ถ้าซอมบี้ที่คุณเจอยังมีสติสัมปะชัญญะ?

 Aqua: ฉัวะ (ฟันซอมบี้ขาดสองท่อน)

6. คุณคิดว่าที่ไหนที่ปลอดภัยที่สุดหากซอมบี้บุก?

 Aqua: "ที่ๆ ลินท์ อยู่"

7. หากคุณโดนหลงรักจากซอมบี้?

 Aqua: "น่าขยะแขยง"............ฉัวะ (ฟันซอมบี้ขาดสองท่อน) 

8. ถ้าตัวเองโดนซอมบี้กัด จะทำยังไง?

 Aqua: "น่าขยะแขยง"............ฉัวะ (ฟันซอมบี้ขาดสองท่อน) 

9. คุณกำลังจะกลายเป็นซอมบี้คุณจะ?

 Aqua: "ไม่มีวันสะหรอกฉัวะ" (ฟันซอมบี้ขาดสองท่อน) 

10. คิดว่าใครจะเป็นคนฆ่าคุณตอนที่กลายเป็นซอมบี้แล้ว?

 Aqua: "ลินท์ หล่ะมั่ง"

11. ถ้าเลือกได้ ซอมบี้แบบไหนที่อยากเจอ

Aqua: "ลินท์ หล่ะมั่ง"

12. อาวุธแบบไหนที่คุณอยากใช้ในการต่อสู้กับซอมบี้

Aqua: ยกร่มลูกไม้สีขาวให้ดู

--------------------------------

ถ้าเป็น Aqua ก็คงประมาณนี้แหละ = [] =

(ช่วงนี้ไม่ว่างมาลงตอนใหม่เลย OTZ )

[VD] Chapter 2 ::: Justin

posted on 21 Jan 2012 23:01 by justitia  in VD

Chapter 2 : เงื่อนงำ

คฤหาสถ์ถูกเผา สาเหตุคาดว่าเป็นอุบัติเหตุ เพราะพบว่าแหล่งต้นเพลิงมาจากบริเวณพรมหน้าเตาพิง เนื่องจากเครื่องใช้ส่วนใหญ่เป็นไม้มะฮอกกานีอย่างดี ทำให้ติดไฟได้รวดเร็ว และเพลิงลุกไหม้ขึ้นในเวลากลางคืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 8 ราย หนึ่งในนั้นคือ Adelig Macht หัวหน้าตระกูล Adelig นี่เป็นรายงานที่ปรากฎอยู่ในแฟ้มที่กรมตำรวจแจกแจง แต่สำหรับจัสตินสิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

 

 

ซ่า ฝนตกไม่หยุดเลยแหะ จัสตินคิด เป็นเวลาราว 10 โมง เขานั่งหมกตัวอยู่ในห้องเช่ามาเกือบสิบวันแล้ว แม้จะเป็นห้องที่ไม่เก่ามาก ตู้เตียงห้องน้ำเองก็ไม่ได้โทรมถึงขนาดจะอยู่ไม่ได้ แต่บรรยากาศหมองๆ ของเมืองแห่งนี้ก็พาทำให้ใครต่อใครรู้สึกหดหู่ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเอง

 ขนาดฝนตกหนักขนาดนี้ แต่ผู้คนก็ยังเดินไปเดินมาอยู่สินะ จัสติดคิดระหว่างนั่งสังเกตการณ์อยู่ริมหน้าต่าง แสดงว่าเมืองนี้ฝนตกเป็นกิจวัตร ผู้คนในเมืองมักพกร่มติดตัว ส่วนคนนอกที่ไม่ได้พกร่มมาก็ต้องยืนหลบฝนอยู่ตามข้างทาง หรือในร้านต่างๆ

 ชายหนุ่มคนหนึ่งเฝ้ามองผู้คนมากมายอย่างเงียบๆ และนี่เองก็เป็นสิ่งที่เขาชอบเสียด้วย การสังเกตการณ์

 จัสตินมักจะเฝ้ามองดูผู้คน เขาสังเกต วิเคราะห์ ด้วยความรวดเร็ว ในหัวของเขาคือสิ่งที่ใช้แยกแยะระหว่างความยุติธรรมกับความผิด

 ชายคนนั้น จัสติดสังเกตเห็นคนๆ หนึ่งเข้า ชายหนุ่มผมดำหยิก ผิวคล้ำเล็กน้อย ไว้เคราเล็กน้อย สวมแว่นสายตาหนาเตอะ สวมเสื้อโค้ตสีเทา ในมือกำลังถือถุงกระดาษข้างในมีพวกขนมปังและของกิน ส่วนอีกมือก็ถือร่มกันฝนสีดำ

 สูง ล่ำ บึกบบึ้น กล้าม จัสตินพิเคราะห์สิ่งที่เขาสังเกตเห็น รอยสัก

 ถูกแล้ว ภายใต้เสื้อโค้ตกันลมสีเทา รอยสักลดลายหงิกหงอตรงต้นขอถูกซ้อนไว้อยู่

 “ฆาตกร?”  เขาเผลอพูดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ระหว่างที่เขายังคงวิเคราะห์ต่อไปในหัวของเขา องค์ประกอบมันขัดแย้งกัน แว่นกับกล้าม รอยสักที่ต้นคอ ง่ายเกินไป

 การได้มองผู้คนมากมายเดินไปมา นี้คงเหมือนกับการฝึกสมองสำหรับนักสืบหนุ่มคนนี้ ด้วยที่ยังหนุ่มยังแน่นไม่ถึงเลขสาม แต่กลับสามารถสืบคดีต่างๆ ที่ยากๆ มาได้อย่างมากมาย ไม่น่าแปลกใจที่จัสตินจะได้ชื่อเป็น แอส ของกรมตำรวจเยรมัน

 “ทำไมเขาถึงต้องมายังแวนเลสแห่งนี้ด้วย” ดูเหมือนในใจส่วนลึกๆ ของเขาก็คงถามเช่นนั้น

 หญิงแก่คนนั้น หลังจากชายผมหยิกเดินเลี้ยวไปตรงหัวมุม จัสตินก็เปลี่ยนเป้าหมายไปยังคนอื่น คราวนี้เป็นหญิงชราอายุราว 70 80 เห็นจะได้ เธอยืนหลบฝนอยู่หน้าร้านพลาสต้าแห่งหนึ่ง

 ที่มือของเธอถือร่มอยู่ แต่ไม่ได้กางมันออก น่าสนใจ จัสตินคิด

 ระหว่างที่เขากำลังจะสอดส่องไปทั่วร่างโค้งงอที่พยายามจะยืนให้ตรงของสาวชราผู้นั้น เขาก็ถูกขัดจังหวะ

 กริ๊ง เสียงโทรศัพท์ในห้องเช่าดังขึ้น

 ช่างน่าแปลกใจที่เขากลับไม่รู้สึกตกใจเลยสักนิด เขาลุกขึ้นมาแล้วเดินตรงมายังโทรศัพท์ที่ส่งเสียงเป็นครั้งที่สอง

 เขารับมันขึ้น

 “...” เขาไม่ได้พูดอะไร ได้แต่รอฟังเสียง

 “... จดหมายมาส่งแล้ว ถ้ายังไงไปรับได้ที่ชั้นล่างสุดได้เลย...” เสียงชายหนุ่มพูดขึ้นหวนๆ ก่อนที่สายจะตัดไป

 หมอนั้น? จัสตินคิด เขาวางโทรศัพท์ลงก่อนจะรีบไปหยิบเสื้อโค้ตตัวโปรด คงไม่ต้องใช่ปืนหรอกมั่ง เขาคิดพลางดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ พึ่งจะ 10 โมงกว่าเท่านั้น เขาเปิดประตูและลงไปทันที

  

 

ที่ชั้น B2 ลานจดรถ รถจอดเต็ม แต่บางคันราวกับจอดทิ้งไว้อย่างงั้น ฝุ่นเริ่มจับที่กระจกรถ  บรรยากาศมืดๆ และเปรี่ยว

 ทันทีที่เข้าเปิดประตูบันไดหนีไฟ เขาก็เห็นแสงไฟวาบขึ้นมา  ไฟแช็คจุดไฟอ่อนๆ ขึ้นมาก่อนจะถูกพับเก็บ ชายอ้วนอายุราว 40 50 เห็นจะได้ยืนพิงรถแวนสีดำเก่าๆ คันหนึ่งอยู่ 

 เพราะมันมืดด้วยบวกกับหมวกเปเล่สีดำเก่าๆ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหน้าของชายอ้วนได้ถนัด แต่นั้นไม่สำคัญหรอก เพราะคงจะมีแต่หมอนั้นคนเดียวเท่านั้น จัสตินคิด

 ความเงียบปกคลุมบรรยากาศลานจอดรถดังกล่าว หลอดไฟกระพริบเป็นจังหวะ

 “ไม่มีคนอื่นแล้วสินะ” จัสตินซึ่งดูท่าทีอยู่สักพักก็ถามขึ้น

 “...” ชายอ้วนไม่ตอบ

 ก็ไม่น่าจะมีคนอื่นอยู่อีกแล้วสินะ จัสตินคิด ก่อนที่เขาจะลงมาถึงชั้น B2 เขาสวนกับรปภ. คนหนึ่งซึ่งเดินยิ้มหน้าบาน ในมือถือซองอะไรบางอย่าง เงิน นั้นแหละ

 “ฉันคิดค่าปิดปากยามเพิ่มด้วยหล่ะ” ชายอ้วนจู่ๆ ก็อ่าปากพูดขึ้น

 “อ่า” จัสตินตอบ “ก็หวังว่าจดหมายมันจะดีหล่ะนะ” เขาดูไม่สบอารมณ์เท่าไรกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มจากแหล่งข่าวของเขา

 จดหมาย ใช้เรียกแทนแหล่งข่าว  สถานที่นัดเจอต้องเป็นที่ไม่มีคน สิ่งที่ต้องการก็คือข้อมูล ข้อมูลที่จะไขปริศนาทั้งหมด นี่ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนี้หูตาเยอะ คงไม่ยอมแลกกับการไม่จับมันเข้าคุกหรอกนะ เขาคิด

 “คืนนี้....” ชายอ้วนที่เห็นจัสตินไม่พอใจพูดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขายิ้ม มือคีบบุหรี่ออกก่อนจะพ้นควันสีเทาออกมา

 “คืนนี้!” จัสตินทวนคำ

 “อ่า คืนนี้ หรือไม่ก็เช้าวันพรุ่งนี้ อย่างช้าสุด” ชายอ้วนวางหมาด เขาดูมั่นใจอย่างมากกับข่าวที่เขาได้มา

 “น่าสนใจ” จู่ๆ จัสตินก็พูดขึ้น  “ทำไมงวดนี้มั่นใจขนาดนั้นหล่ะ”

 ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจ แต่แหล่งข่าวของเขาก็เคยพลาดมาหลายครั้งแล้วสำหรับคดีนี้ ที่จัสตินยังว่าจ้างอยู่ก็เพราะคดีอื่น แหล่งข่าวไม่เคยผิดเพี้ยนเลยก็ว่าได้

 “ก็เพราะว่างวดนี้ ได้ของดีมานะสิ” ชายอ้วนพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยิ่ง “บอกไว้ก่อนนะว่าคิดแพง” เขาหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาจากในเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำของเขา แล้วโยนลงกับพื้น

 มันเป็นแฟ้มกระดาษสีน้ำตาล จัสตินหยิบมันขึ้นมาแล้วเปิดอ่าน เขาอ่านไปแปปหนึ่งก็เงยหน้าขึ้นมามองแหล่งข่าวของเขา

 “....” ชายอ้วนไม่พูดอะไร

 เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น  แล้วชายอ้วนก็ก้มหน้า เอามือจับหมวกเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆ เดินตรงเข้ามา

 “หวังว่าคงถูกใจ” เขาหยุดและกระซิบข้างๆ จัสติน ก่อนจะเดินจากไป

 จัสตินไม่ได้สนใจ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการมันอยู่ตรงหน้าแล้ว

 เขารีบกลับขึ้นไปในห้อง นี่หล่ะ นี่หล่ะ ตอนนี้ในหัวและในใจของเขาราวกับเหมือนถูกแจ็กพ็อต ราวกับว่าพระเจ้ามาประทานพรก็ไม่ปาน เขาเข้าไปในห้องก่อนจะรีบถอดเสื้อโค้ต แล้วนั่งลงบนเตียง

 เขาเริ่มอ่านสิ่งที่อยู่ในแฟ้ม รูปภาพ ประวัติ และอื่นๆ นี่คือข้อมูลที่เขาต้องการ

 สิ่งที่เหลือเพียงอย่างเดียวคือ ข่าวที่แหล่งข่าวเขาให้มา ถ้ามันเป็นจริง... เขาคิด

  

 

กลางดึก ลมหนาวพัดผ่านไปตามถนนตรอกซอกซอยของแวนเลส มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังเดินด่อมๆ อย่างช้า มือซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงมั่ง หรือไม่ก็ในกระเป๋าเสื้อโค้ต

 บรื้น เสียงรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามา  เสียงขำรามหึงๆ พอที่จะให้คนรู้ว่ามีรถกำลังวิ่งเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้ดังถึงขั้นจะปลุกให้ใครต่อใครที่หลับไหลตื่นขึ้นมาได้ 

 แสงไฟหน้าสาดส่องลงบนพื้นถนน จักรยานคันหนึ่งส่วนผ่านไป สักพักหนึ่งรถคนนั้นก็จอด ชายหนุ่มคนขับลงจากรถก่อน เขาเดินไปเปิดท้ายรถพร้อมกับหยิบกระเป๋าใบหนึ่งออกมา ปึง เขาปิดมันลงอีกครั้งก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูรถเบาะหลัง ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งเดินลงมาจากรถ เธอมีรูปร่างอ่อนฉ้อย สูงราว 170 เห็นจะได้ หุ่นดี เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่เองก็ดูเข้ากับเธอดี ชุดแซ็คสีดำยาวถึงเข่า มือหนึ่งถืออะไรบางอย่างอยู่ ร่ม มันคือร่มลูกไม้สีขาว

 เธอลงมาจากรถ แล้วก็เริ่มคุยกับผู้ชายซึ่งเป็นคนขับรถ

 จัสตินยืนอยู่ห่างจากตรงนั้นไปเกือบ 100 เมตร เขายืนหลบอยู่ในตรอกเล็กๆ เฝ้าดู

 เขาค่อยเฝ้าดูอย่างเงียบๆ รอดูสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ทั้งชายขี้เมาที่เดินเซไปชนกับเสาไฟ หรือเด็กหนุ่มที่วิ่งผ่านไปอย่างรีบๆ

จากตรงที่เขายืนอยู่แม้จะห่างพอสมควร แต่แสงไฟจากริมทางก็ส่องลงมายังบริเวณดังกล่าวทำให้เขาได้เห็นผมสีน้ำตาลแดงที่โบกพริ้วไปกับสายลมซึ่งโบกพัดมา พวกเขาทั้งสองยืนคุยกันได้สักพักหนึ่งก่อนที่จะเดินเข้าไปในอาคารสูงสามชั้น

 พบแล้ว เขาคิด กุญแจสำหรับไขปริศนานี้

--------------------

[VD] Chapter 3 ::: Aqua

posted on 15 Jan 2012 13:32 by justitia  in VD
::: Chapter 3 - หญิงสาวและสายฝน :::
 

“ตั้งแต่วันนี้ไป ผมจะมาเป็นผู้ดูแลทุกอย่างให้กับคุณหนูมารีน่าเองนะครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับอย่างอ่อนน้อมให้กับผู้เป็นว่าที่เจ้านายของเขาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ชายหนุ่มในรูปร่างผอมสูง ผมสีน้ำตาลเข้มแต่ไม่ถึงกับดำ ดวงตาสีเขียวตัดและรอยยิ้มที่สุภาพในชุดพ่อบ้านสีดำ  ถุงมือสีขาวสะอาดกวาดต้อนรับสาวน้อยผมสีแดงที่พึ่งกลับมาจากโรงเรียน

“ลินท์” ชายหนุ่มวัยกลางคนพูดขึ้น เขาจูงมือเด็กสาวไว้ “อย่าตามใจมากนัก”

“ครับ” บัตเล่อร์ตอบ

สำหรับสาวน้อยแล้ว เธอไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อยกับคนแปลกหน้า ต่อให้เป็นคนใช้ที่อย่ามาหลายปีแล้ว เธอก็ยังไม่ค่อยจะสนิทใกล้ชิดนัก สำหรับเธอ คนที่สนิทมากที่สุดคงจะเป็นแม่ของเธอหล่ะกระมั่ง แล้วนี่อะไร จะให้มีบัตเล่อร์มาเดินตามหรอ ไม่มีทาง เธอคิด แต่เธอไม่ได้พูดอะไร เธอได้แต่เดินก้มหน้าไปยังโซฟาที่พ่อของเธอนั่งอยู่

“อีกไม่นานก็ต้องไปอิตาลีอีกรอบ ดูท่าจะต้องฝากดูแลบ้านหน่อยหล่ะ สตาร์ค” เจ้าบ้านพูดขึ้นระหว่างเริ่มรินเหล้าที่บัตเล่อร์เฒ่าเอามาเสิร์ฟ

“ครับ” บัตเล่อร์อีกคนซึ่งแก่กว่าคนก่อนอย่างมากราวกับคุณปู่และหลานพยักหน้ารับคำสั่งของเจ้านายคู่ชีวิตของเขา

“คุณหนูมารีน่าครับ” บัตเล่อร์หนุ่มพูดขึ้น “ท่านอเดลิกต้องพูดเรื่องงานนะครับ ออกไปเดินเล่นกันไหมครับ วันนี้อากาศดีมากๆ เลย”

สาวน้อยผมแดงไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่จำใจเดินออกไปตามที่พ่อบ้านหนุ่มบอก หากจะเทียบอายุกันแล้ว ก็คงต่างกันราว 10 ปีหล่ะมั่ง เด็กหญิงคิด อยากให้แนนนี่ฟื้นขึ้นมาจัง เธอนึกถึงแม่นมของเธอซึ่งพึ่งเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อน สำหรับเธอมีแค่แม่และแนนนี่ก็พอแล้ว เธอคิด

 

ซ่า ฝนตก เธอคิด เมื่อเธอมารู้สึกตัวอีกทีฝนก็ค่อยๆ ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เธอนั่งจิบชาอยู่บนโต๊ะสีขาวตัวเล็กๆ ในห้องนอน เธอมองออกไปหน้าต่าง ผู้คนที่น่าสงสารต่างรีบวิ่งฝ่าฝนไปโดยไม่รู้เลยว่ามันจะตกหนักขึ้นอีกในไม่ช้า สำหรับเวนเลสแห่งนี้ฝนก็เป็นเหมือนเพื่อนที่ค่อยแวะเวียนมาเรื่อยๆ ก็ว่าได้

เปรี้ยง ฟ้าผ่าครั้งใหญ่ ทันทีที่เธอตื่นขึ้นมา ฝนก็โปรยปรายกระทบหน้าต่างไม่ขาดสาย

เธออาบน้ำ แต่งตัวก่อนจะมาเห็นโน้ตที่สอดอยู่ใต้ประตูห้องนอน เป็นโน้ตจากฟลอเรนซ์นั้นเอง

 “ผมต้องไปทำธุระที่แอนลิงค์ เชิญใช้ห้องครัวได้ตามสบาย” ใจความที่เหลือเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่วางสิ่งของต่างๆ ในบ้าน แต่ Aqua ไม่สนใจและวางโน้ตนั้นไว้บนโต๊ะตัวเล็กที่มุมห้อง

เธอตัดสินใจลงไปชั้นล่าง ระหว่างเดินลงบันไดก็นึกถึงฝันเมื่อคืน สำหรับเธอแล้วการได้ฝันถึงเรื่องในอดีตคงไม่ใช่สิ่งที่น่าจดจำมากนัก

 

ฝนตก เธอมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนั่งเล่น โซฟาเย็นยะเยือก บรรยากาศที่เงียบเชียบ มันช่างเหมือนกับในฝันเสียจริง ขาดก็แต่คนๆ นั้น

ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องนั่งเล่น ไม่รู้ผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วแต่เธอยังนั่งอยู่บนโซฟาตัวนั้น มองดูสายฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย เงียบงัน มีเพียงเสียงสายฝนเท่านั้นที่เป็นพื้นหลัง

เธอเริ่มหันไปมองดูเตาผิงที่เหลือเพียงเศษซากถ่านเหลืออยู่ คฤหาสถ์ เธอคิด แล้วหลังจากนั้นเธอก็ลุกขึ้น

เธอเดินขึ้นไปชั้นบนสักพักหนึ่งก่อนจะเดินลงมาพร้อมกับร่มลูกไม้ แล้วหลังจากนั้นก็เดินออกไปข้างนอกท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เธอแหงนมองดูหยดน้ำที่ตกลงมา ฝนตกกระทบใบหน้าของเธอเป็นทางยาว

ลินท์ เธอคิด ก่อนที่จะเริ่มออกเดิน

ประตูปิดลงตามหลังเธอไป

เธอเดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสายฝน แม้จะถือร่มอยู่ แต่ก็ไม่ได้กางออก อันที่จริงถึงจะกางไปแต่มันเป็นเพียงแค่ร่มลูกไม้สีขาวที่ไม่อาจกันฝนได้ และแม้จะเป็นร่มกันฝน แต่ความรุนแรงของฝน หรือจะมองว่าเป็นพายุย่อมๆ ก็ว่าได้ก็ทำให้ผู้คนเปียกปอนจากหัวถึงเท้าได้เลยทีเดียว

บรรยากาสที่เลวร้ายแบบนี้คงไม่มีใครบ้าพอจะออกมาเดินท่ามกลางสายฝนอีกแล้ว เว้นแต่เธอ

ผู้คนในร้านรวงต่างๆ ที่เห็นเธอเดินอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายฝนต่างหันมามองกันอย่างน่าตกใจ

สาวน้อยในชุดสีแส็กสีกรมออกน้ำเงินจางๆ เดินอย่างโดดเดียว

“คุณครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของชายหนุ่ม แสงแว่บๆ ไล่หลัง Aqua มา มันเป็นแสงไฟฉายที่ส่องตรงมายังที่ๆ เธอยืนอยู่

เธอหยุดเดิน

“คุณตรงนั้นนะ” เสียงผู้ชายตะโกนขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มอายุราว 20 ปลายๆ สีผมออกทองปะปนดำในชุดกันฝนที่ใส่แบบลวกๆ ทำให้มองเห็นเครื่องแบบที่คลับคล้ายกับตำรวจที่ซ้อนทับอยู่

เขาค่อยๆ เดินฝาพายุเดินตรงเข้ามา ดวงตาสีเขียวอมฟ้าจ้องมองเธอ สายตาของเขาดูประหม่า และสีหน้าเป็นกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“คุณมาทำอะไรตรงนี้” เขาตะโกนถาม

“...” Aqua ไม่ตอบ

“ฝนตกหนักแบบนี้ คุณควรเข้าไปอยู่ในบ้าน หรือไม่ก็ร้านที่ไหนสักแห่ง” ชายหนุ่มเริ่มต่อว่าสาวน้อยผู้ดูเหมือนไร้เดียงสา

“เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของคุณ” หญิงสาวพูดขึ้น

“จะไม่ใช่ได้ยังไง นี่มันเวลางานของผม ผมต้องดูแลความสงบและความปลอดภัยให้กับแวนเลสแห่งนี้” ชายหนุ่มสวนกลับ

ทั้งคู่ต่างจ้องมองกันสักพักหนึ่งก่อนที่ Aqua ซึ่งไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมาหันกลับไปแล้วเริ่มเดินต่อ

“เดียวก่อน ผมบอกแล้วไงว่าให้หลบเข้าไปในอาคารก่อน ไม่เห็นหรอว่าฝนมันตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆ จะแรงขึ้นจนกลายเป็นพายุ” ยามหนุ่มเดินตามหญิงสาว มือหนึ่งก็ยกขึ้นกันสายฝนที่พัดใส่หน้าของเขา อีกมือหนึ่งก็ถือไฟฉายที่สาดแสงตรงไปยังทางข้างหน้า

หญิงสาวไม่สนใจ เธอยังคงเดินต่อไป

ทันใดนั้นเอง เธอก็ถูกคว้าข้อมือไว้ แล้วถูกลากเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต

เหล่าผู้คนที่หลบฝนอยู่ หรือบ้างก็ตั้งใจมาซื้อของแต่ยังกลับไม่ได้ต่างหันมามองทั้งสองที่เปียกปอนอยู่หน้าประตูทางเข้า

“เป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ” พนักงานจ่ายเงินเดินเข้ามาถาม

“ไม่เป็นไรครับ” ชายหนุ่มตอบ

หญิงสาวได้แต่มองไปรอบๆ เธอกระชากมือจากยามผู้หวังดี เธอจ้องมองยามหนุ่มที่ดูเหนื่อยๆ จากการลากเธอหนีออกจากพายุฝน

“ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าคุณจะไปไหน หรือต้องการทำอะไรกันแน่ แต่ข้างนอกมันอันตราย ยิ่งเริ่มมืดแล้วด้วย” ” ยามหนุ่มพูดขึ้น  เขามองดูหญิงสาวที่จ้องเขาเขม็ง

มืด Aqua คิด เธอหันกลับไปมองดูนาฬิกาที่แขวนอยู่ เกือบ 6 โมงเย็นแล้วจริงๆ อย่างที่ยามคนนั้นบอก

“ถ้ายังไง รอจนฝนเริ่มซ่าแล้วคุณจะไปไหนก็แล้วแต่คุณแล้วกัน” ยามหนุ่มพูดพร้อมๆ กับเริ่มถอดเสื้อกันฝนออก ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขาเปียกชุ่มไม่ต่างกับ Aqua

พับ ประตูเปิดออกอีกครั้ง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านสะดวกซื้อแห่งนี้ เขาเองก็เปียกปอนเช่นกัน

“อ...” ยามหนุ่มทำท่าเหมือนจะพูดอะไร แต่แล้วก็เงียบไป เขาจ้องมองดูอลาสก้าที่เดินเข้ามาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้

“...” ฟลอเรนซ์เองทันทีที่เข้ามาก็มองไปรอบๆ หญิงสาวผมแดงที่เขาตามหาอยู่ตรงหน้า แต่คนที่ยืนเคียงข้างนั้นคือชายหนุ่มที่ทำให้เขาแอบตะลึงไม่น้อย เขาจ้องมองชายคนนั้นด้วยสายต้าขึงขังชั่วครู่ ก่อนจะหันมามองหญิงสาวผมสีแดง

“คุณ Aqua ครับ ผมบอกแล้วไม่ใช่หรอครับให้เฝ้าบ้าน อย่าออกไปไหนมาไหน พยากรณ์วันนี้ก็บอกแล้วว่าพายุจะเข้า” ฟลอเรนซ์พูดขึ้น เขาเริ่มต่อว่าสาวน้อยที่ไม่ได้สนใจต่อโน้ตของเขาเลยแม้แต่น้อย

“....” Aqua หันมามองแต่ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร

“คุณอลาสก้า นี่คุณรู้จักผู้หญิงคนนี้หรอครับ” ยามหนุ่มที่เงียบไปตะโกนถามขึ้น

“...” ฟลอเรนซ์หันมามองแต่ไม่ได้ใส่ใจ เขาขยับแว่นตาของเขาก่อนจะหันไปจ้องมอง Aqua

 “...” ยามหนุ่มที่ถูกเมินเฉยเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย แต่เขาก็ได้สติและเริ่มพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก “คุณอลาสก้า บังเอิญจังเลยนะครับ พอดีผมช่วยสาวน้อยคนนี้ไว้ น่าสงสารเธอจริงๆ ไม่รู้ว่าใครกันที่ปล่อยให้เธอมาเดินท่ามกลางพายุฝน บ้ามากเลยนะครับว่าไหม”

“นั้นสินะครับ พอดีผมพึ่งจะกลับมาถึงเวนเลส แล้วก็ดันไม่เจอคุณ Aqua เข้า ความน่าจะเป็นที่เธอจะออกจากบ้านมันต่ำเกินไป ผมเลยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่พอผมรู้ว่าเธอออกมา ผมก็รีบตามหาเธอทันที จนกระทั้งรู้ว่าเธอเดินมาทางนี้ และมีใครก็ไม่รู้มาลากเธอเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นโจรชกชิงวิ่งราวสะอีก” อลาสก้าเองก็เช่นกัน เขาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงแดกดัน ใบหน้าขึงขัง แม้เนื้อหาจะดูวิชาการแต่จริงๆ แล้วมันก็คือดาบที่เขาตั้งใจฟันใส่รามิเรซดีๆ นี่เอง สายตาเหยียดยามนั้นคงเป็นเครื่องพิสูจน์

ท่ามกลางไฟที่เริ่มครุกรุ่น สาวน้อยก็ไม่ได้ทำอะไร เธอได้แต่ยืนดูชายหนุ่มทั้งสองโต้เถียงกันด้วยคารม

สำหรับเธอ ภาพการทะเลาะกันมันธรรมดาไปเสียแล้ว

 

“ฝนตกหนักอย่างนี้ ทำไมถึงให้เธอออกไปข้างนอก” บัตเล่อร์เฒ่าตะคอกใส่บัตเล่อร์หนุ่มที่เปียกปอน

“ผมเพียงแค่ทำตามคำสั่งของคุณหนูเท่านั้นครับ” บัตเล่อร์หนุ่มตอบ เขาดูไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด กลับกันเขากลับสนใจแต่เพียงร่างของเด็กสาวที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังเขา เธอเองก็เปียกปอนเช่นเดียวกับเขา

"เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวข้อง ถ้าคุณหนูเป็นอะไรขึ้นมาจะว่ายังไง” บัตเล่อร์ยังคงตะคอกต่อ

“น่าเสียดายนะครับ แต่ผมนะปกป้องเธอได้อยู่แล้ว” บัตเล่อร์หนุ่มสวนกลับด้วยสีหน้าพอใจ

“ลินท์” สาวน้อยที่หลบอยู่พูดขึ้น เธอตัวสั่นเทาทั้งความหนาวและความกลัว

บัตเล่อร์หนุ่มหันมามองเธอและยิ้มอย่างโอนโยน

“ผมจะอยู่เคียงข้างคุณเองครับ Aqua” บัตเล่อร์หนุ่มกระซิบ


[VD] New Year 2012

posted on 02 Jan 2012 20:16 by justitia  in Events
อีเวนท์ "สอยดาว" 2012
 
ของจับฉลาก จาก AQUA (แน่นอนว่าไม่ใช่ชื่อจริงๆ ของเจ้าหล่อน)
 
เบอร์ 3
 
Audi Designs Sleek Black Bosendorfer Grand Piano 100th anniversary
 
 
 
 
...
...
...
...
...
...
และแล้ว................ ของที่ได้รับก็คือ ของขวัญ เบอร์ 11 จาก Camelot Deal
 
::: ตอบรับ ::: (หมายเหตุ  ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่แต่งอยู่นะครับ)
 
จิ๊บๆ เสียงนกน้อยร้องอย่างไพเราะ วิว สายลมเบาๆ พัดเข้ามาผ่านผ้าม่านที่ปลิวไสว แสงแดดอ่อนๆ ทอแสงเข้ามาถึงหัวเตียง
 
ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงบัตเล่อร์ "คุณหนูครับ มิทราบว่าคุณหนูตื่นหรือยังครับ"
 
"..." ไม่มีเสียงตอบกลับ
 
แกร็ก บัตเล่อร์เปิดประตูเดินเข้ามาพร้อมกับกล่องใบใหญ่
 
ร่างเล็กๆ บนเตียงเริ่มรู้สึกตัว และลุกขึ้นอย่างช้าๆ
 
"..." สาวน้อยผมแดงตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง
 
"มีพัสดุส่งถึงคุณหนูมารีน่าครับ" บัตเล่อร์กล่าวเหตุผลที่เขาเข้ามาในห้องแต่เช้าตรู่
 
"..." สาวน้อยมองดูพัสดุที่บัตเล่อร์ถืออยู่ สำหรับเธอซึ่งยังเป็นเพียวสาวน้อยอายุ 12 การมีพัสดุส่งตรงในชื่อเธอมันช่างแปลกประหลาดนัก
 
"เปิดมันสิ" สาวน้อยสั่ง
 
บัตเล่อร์เปิดพัสดุตามที่สาวน้อยสั่ง ข้างในเป็นเครื่องจักรสีดำ และสายยาวขดอยู่ข้างใน
 
"นี่มันอะไรกัน" เธอถามบัตเล่อร์ของเธอ
 
"เครื่องดูดฝุ่นครับ คุณหนู" บัตเล่อร์ตอบคำถามของเจ้านายตัวน้อยของเขา
 
"แล้วทำไมถึงส่งมาหาเรา"
 
"อืม ดูเหมือนจะเป็นของที่ได้รับจากการเข้าร่วมจับฉลากของขวัญปีใหม่นะครับ ที่คุณหนูให้กระผมส่งเปียนโนออดิตัวไป"
 
"..." สาวน้อยนิ่ง
 
"เมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างไงครับ" บัตเล่อร์พูดเตือนความจำ
 
"อย่างงั้นหรอ?" สาวน้อยผู้หลงลืมไม่เชื่อกับสิ่งที่เธอได้ยิน
 
"ครับ"
 
"..." สาวน้อยนิ่งไปอีกสักพัก ก่อนจะพูดขึ้น "ถ้าอย่างงั้นเอาไปเก็บก็แล้วกัน เราไม่ใช้ของแบบนี้หรอก"
 
"ครับ" เจ้านายสั่งเช่นไรก็ต้องทำเช่นนั้น บัตเล่อร์ปิดกล่องพัสดุกลับไปอย่างมิดชิดก่อนจะยกมันออกไปจากห้อง
 
สาวน้อยที่ยังรู้สึกงัวเงียอยู่เพราะถูกปลุกด้วยเรื่องไร้สาะตัดสินใจล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
 
.............................................................
 
กิ๊งก๊อง เสียงกริ่งดังขึ้น  บัตเล่อร์แปลกใจกับการทักทายของใครบางคนในยามเช้าแบบนี้
 
"มีพัสดุมาส่งครับ" ชายหนุ่มตัวดำรูปร่างอ้วนในชุดบุรุษไปรษณีย์เป็นผู้กดกริ่งนั้นเอง
 
บัตเล่อร์ตอบรับพัสดุทันที ด้านหน้าของกล่องจ่าหน้าถึงเจ้านายของเขา
 
9.30 น. เขามองเวลาพร้อมกับนึกในใจว่าคุณหนูจะตื่นหรือยัง  นี่คงจะเป็นโอกาสดีที่จะไปปลุกเธอ
 
เขาแบกพัสดุดังกล่าวขึ้นไปพร้อมกับเคาะประตู
 
"คุณหนูครับ มิทราบว่าคุณหนูตื่นหรือยังครับ"
 
"..." ไม่มีเสียงตอบกลับ
 
เขาตัดสินใจเปิดประตูเดินเข้าไปเพื่อจะปลุกคุณหนู
 
ร่างเล็กๆ บนเตียงเริ่มรู้สึกตัว และลุกขึ้นอย่างช้าๆ
 
"มีพัสดุส่งถึงคุณหนูมารีน่าครับ"
 
"..." สาวน้อยมองดูพัสดุที่เขาถืออยู่ ก่อนจะพูดด้วยความงัวเงียบ  "เปิดมันสิ"
 
เขาเปิดพัสดุตามที่สาวน้อยสั่ง
 
"นี่มันอะไรกัน" เธอถาม
 
"เครื่องดูดฝุ่นครับ คุณหนู"
 
"แล้วทำไมถึงส่งมาหาเรา"
 
นิ่งไปเสี้ยววิก่อนคำตอบจะมาถึง มันคงจะเป็นของที่คุณผู้ชายสั่งให้ส่งไปจับฉลากในนามของคุณหนูมารีน่าหล่ะกระมั่ง
 
"อืม ดูเหมือนจะเป็นของที่ได้รับจากการเข้าร่วมจับฉลากของขวัญปีใหม่นะครับ ที่คุณหนูให้กระผมส่งเปียนโนออดิตัวไป" เขาพูดตอบสาวน้อยที่สงสัย
 
"..." สาวน้อย
 
"เมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างไงครับ" ไม่มีความจำเป็นที่คุณหนูจะต้องรู้รายละเอียด เขาคิดแล้วจึงกล่าวหลอกๆ ไป
 
"อย่างงั้นหรอ?" สีหน้าของเธอยังคงงงๆ
 
"ครับ" ยัตเล่อร์พยักหน้าให้กับเจ้านายของเขา
 
"ถ้าอย่างงั้นเอาไปเก็บก็แล้วกัน เราไม่ใช้ของแบบนี้หรอก"
 
"ครับ" นี่คือสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้แล้ว
 
เขาปิดกล่องพัสดุกลับไปเป็นแบบเก่าพร้อมกับยกออกไปจากห้อง
 
ระหว่างเดินลงมาก็นึกขึ้นได้ว่า คุณหนูคงจะนอนต่อแน่แท้ ว่าแล้วเขาก็ยื่นกล่องดังกล่าวให้เมดที่เดินส่วนกันพร้อมกับบอกให้นำมันไปใช้แทนเครื่องเก่าที่มีอยู่
 
แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาผ่านทางหน้าต่างทางเดินในคฤหาสถ์ นี่ช่างเป็นวันที่อากาศดีจริงๆ บัตเล่อร์เฒ่าคิด
 
.............................................................
 

edit @ 3 Jan 2012 19:24:43 by JusTiTia

edit @ 8 Jan 2012 15:01:49 by JusTiTia

edit @ 8 Jan 2012 15:16:52 by JusTiTia

[VD] Chapter 1 ::: Justin

posted on 02 Jan 2012 19:57 by justitia  in VD

Chapter 1 : แทรกซึม

 บรืนๆ เสียงเครื่องยนต์ดังเบาๆ ไปตามทาง เสียงเพลงแนวบัลลาดจ์ ออเคสตร้า ดังคลอเบาๆ จากวิทยุของรถ คนขับหน้าตาละอ่อน ดูหนุ่ม ฮัมไปตามเครื่องดนตรีที่บรรเลงอยู่ เป็นช่วงเวลายามบ่ายบนถนนที่มุ่งไปยังสู่ที่แห่งหนึ่ง

 “ทำไมถึงอยากไปยังเวนเลสหรอครับ” จู่ๆ โชเฟอร์หนุ่มก็ถามขึ้น รถโล่งมากขนาดทำให้เขากล้าหันมามองลูกค้าของเขาที่นั่งอยู่เบาะหลัง

 ลูกค้าหนุ่มที่นั่งอ่านเอกสารอยู่ก็ดูตกใจเล็กน้อย เพราะระหว่างทางจากสนามบินมาหลายชั่วโมง นี่เป็นการสนทนาครั้งแรกระหว่างโชเฟอร์และเขา

 “อืม จะว่ายังไงดีหล่ะครับ มาหาญาตินะครับ” ลูกค้าหนุ่มตอบ รอยยิ้มแบบคนใสซื่อ นี่คือสิ่งที่จัสติน โฮฟาต ถนัดนัก

 “ญาติหรอครับ” โชเฟอร์ยิ้ม “ดีจังเลยนะครับ พ่อแม่ผมแกอยู่ที่อิตาลีนู้น ไอ้ผมจะให้หยุดขับ แล้วกลับไปหาบ่อยๆ ก็คงไม่ได้”

 “นั้นสินะครับ” จัสตินตอบอีกครั้ง

 แต่แล้วความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง  โชเฟอร์หนุ่มช่างถามกลับไปฮัมเพลงอีกครั้ง ในขณะที่ลูกค้าหนุ่มก็กลับไปอ่านเอกสารอะไรบางอย่างอีกครั้ง แต่เขาคงอ่านหนังสือได้ไม่นานนัก เพราะประตูบานใหญ่กำลังใกล้เขามาเรื่อยๆ

 ประตูเหล็กตั้งตะง่าน อยู่หน้าทางเข้าของเมืองแห่งนี้ เวนเลส  รถค่อยๆ ชะลอลงก่อนจะจอดก่อนถึงประตู โชเฟอร์หนุ่มเปิดประตูออกไป แล้วเริ่มไปยกกระเป๋าจากกระโปร่งรถ

 “ ถึงแล้วครับ เมืองแห่งความตา... สงบสุข” โชเฟอร์พูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นลูกค้าหนุ่มของเขาเดินลงออกมาจากรถ

 “ถึงจะไม่ใช่วันหยุด  แต่ก็ขอให้สนุกกับการมาเยี่ยมญาติครั้งนี้นะครับ” ชายหนุ่มยิ้ม ดวงตาสีเขียวของเขามองไปผ่านเข้าไปยังประตูเหล็ก เมืองเล็กๆ ที่ดูหวังเวงแม้ยามบ่าย

 เขาเดินกลับไปที่รถก่อนจะบอกลากับลูกค้า “ขอให้โชคดีนะครับ คุณจัสติน”  แต่ดูเหมือนลูกค้าหนุ่มจะไม่ได้สนใจเมื่อเริ่มมีเสียงปืนดังขึ้นจากในเมือง และเริ่มมีเสียงโหร้องอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่เสียงแห่งความหวาดกลัว แต่เป็นเสียงแห่งความป่าเถื่อน

 ลูกค้าหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าทางเข้าเมืองมองดูอย่างสงบนิ่ง เขาเริ่มนึกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมายังเมืองแห่งนี้ที่ถูกขนานนามไปต่างๆ นานา ตั้งแต่เมืองแห่งความตายไปจนถึงนรกบนดิน

 

เศษซากปรักหักพัง ขี้เถ้าสีดำเทา เพลิงไฟได้เผาไหม้อาคารหลังนี้วอดวายไม่เหลือเค้าโครงเดิม เขายืนอยู่ตรงนั้น ลูกค้าหนุ่มผมสีแดงสั้น รูปร่างสูง บึกบึน เขาสวมเสื้อโค้ตยาวสีน้ำตาลครีมตัวเดียวกับที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ แต่เปรอะเปรื้อนคราบขี้เถ้าไปหมด

“รอบๆ ตัวคฤหาสถ์ไม่มีร่องรอยของการถูกไฟเผาอยู่สินะ” ชายหนุ่มพูดพึมพำกับตัวเอง เขายืนดูเศษซากดังกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าๆ พอมองไปรอบๆ ต้นไม้สีเขียวในพื้นที่ใหญ่ไพศาลของคฤหาสถ์ดังกล่าวยังคงอยู่ในสภาพปกติ ไม่ได้ถูกเปลวเพลิงทำลายไปแม้แต่น้อย

 “ผู้กองครับ ทำไมเราถึงต้องมาที่นี้ด้วยหรอครับ” เสียงของชายหนุ่มอีกคนพูดขึ้น เขากำลังค่อยๆ เดินย้ำเศษซากของคฤหาสถ์อย่างระมัดระวัง ตัวผอมกะร่องดูไม่มีเรียวแรงของเขาเหมือนจะล้มได้ทุกเมื่อ ผมสีดำและดวงตาสีดำแตกต่างกับผมสีแดงและดวงตาสีน้ำเงินของชายคนแรก

 ชายหนุ่มบึกบึนไม่ได้ตอบ เขาเริ่มหยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ตของเขา แล้วก็หยิบไฟแช็กขึ้นมาจุด ฟู พ่นควันออกมา แล้วดูดต่ออีกครั้ง มวลไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เพียงแปปเดียวบุหรี่ก็เหลือแต่ก้นกรองเท่านั้น

 “ก็หลายๆ อย่างหล่ะนะ จะให้เริ่มจากไหนก่อนดีหล่ะ” เขาหันมาตอบ “อยากให้เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกหรือว่าก่อนสงครามโลกหล่ะ”

 “เออ มันนานขนาดนั้นเลยหรอครับ”

 “ไม่หล่ะ แค่เริ่มเมื่อคืนนี้เอง ฉันบอกกับเมียว่าจะต้องไปทำงานไกลๆ เมียฉันก็เลยโมโหใหญ่ ก็แค่นั้น”

 ชายหนุ่มผมแดงหยิบบุหรี่ขึ้นมาอีกมวลแต่แล้วก็ถูกขัด   “ผู้กองครับ ไหนบอกว่าจะเลิกสูบไงครับ”

 ผู้กองมองหน้าลูกน้อง สายตาเหมือนโดนขัดใจเอามากๆ “โทษทีๆ ไม่สูบก็ได้” เขาโยนบุหรี่ม้วนที่สองลงไปบนพื้นแล้ว

 ลูกน้องหนุ่มต้องเดินมาเหยียบให้มันดับ ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง  “ตกลงมันเรื่องอะไรหรือครับ”

 “เอาเป็นว่า เป็นเรื่องที่ฉันสนใจแล้วกัน ไม่เกี่ยวกับว่ากรมให้มาสืบสวนหรอก” น้ำเสียงของเขาดูจริงจังขึ้นทันที ผิดกับตอนแรก

 “...”

 “ก็อย่างนั้นแหละ ถ้าไม่อยากซวยไปด้วยจะกลับไปที่กรมก็ได้นะ ตั้งแต่วันนี้ไปฉันจะลาพักร้อนสักเดือน ฝากทักทายคนในแผนกด้วย”

“... เอ๋! อะไรนะครับ พักร้อน เดือนหนึ่ง นี่มันอะไรกันครับ ผู้กอง” ตำรวจผู้น้อยที่ไม่เชื่อหูถึงกับอุทานขึ้นมา สีหน้าของเขาบอกได้คำเดียวว่าเขาตกใจเอามากๆ ท่าทีลุกลี้ลุกลน ราวกับทำตัวไม่ถูกปรากฎมาให้เห็นจากมือที่พยายามจะคว้าอะไรบ้างอย่างจากในเสื้อโค้ทสีเทาของเขา

 “ก็อย่างที่บอกแหละ พักร้อน ไม่เข้าใจอีกหรอเนี่ย” ผู้กองพูดย้ำ น้ำเสียงกลับมาปกติอีกครั้งแบบไม่จริงจัง

 

หลังจากนั้นก็รีบตรงดิ่งขึ้นเครื่องบินมาเลย ลูกค้าหนุ่มคิด  เสียงโหร้องเงียบลงไปแล้ว และเขาก็ตัดสินใจหยิบกระเป๋าของเขาแล้วเริ่มเดินเข้าไปในเมือง

 ผู้คนเดินผ่านไปมา คงเป็นเพราะเป็นช่วงบ่ายของวันธรรมดาทำให้ผู้คนไม่มากนัก เมืองเงียบๆ แต่สายตาของคนที่จับจ้องกลับไม่เป็นมิตรเหมือนกับตัวเมือง  พวกเขาต่างจับจ้องมองมายังชายหนุ่มแปลกหน้าที่เดินดุ่มๆ เข้ามาในเมืองของพวกเขา

 จัสตินตัดสินใจจะเดินหาที่พัก แต่แค่จะเดินเข้าไปถามก็คงยากแล้วสำหรับเขา 

 “เธอนะ” เขาเดินเขาไปถามเด็กหนุ่มที่เดินเตร็ดเตร่อยู่ เป็นชายหนุ่มที่เหม่อลอยราวกับตัวเองกำลังหลงทาง

 “....” เด็กหนุ่มผมสีดำหยุดมองเขาก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าเดินจากไปโดยไม่สนใจ

 “แย่จังหน่า  อุตส่าห์ได้มายังเมืองแห่งนี้แล้วแท้ๆ แต่ยังหาที่พักไม่ได้เลย” จัสตินตะโกนขึ้น

 เด็กหนุ่มหยุดเดินแล้วหันกลับมามองจัสตินซึ่งยืนมองดูท่าที แต่คงเพราะความไม่รับแขกหรืออย่างไร เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจเดินต่อไปโดยไม่สนใจชายผมแดงคนนี้

 ผู้คนไม่เป็นมิตรจริงๆ นะแหละ จัสตินคิด เขาตัดสินใจเดินเข้าไปถามในร้านค้าแห่งหนึ่ง เป็นร้านที่ขายร่ม “ขายร่ม” จัสตินคิด มันช่างน่าแปลกนักที่จะหาร้านแบบนี้ในเบอร์ลิน  จริงอยู่ที่ถ้าฝนตกคนก็ต้องใช้ร่ม  แต่นี่มันอะไรกัน ร่มเต็มไปหมด มีตั้งแต่ร่มที่ดูจะไม่น่ากันฝนได้จนไปถึงร่มที่ทั่วๆ ไป

 พนักงานชายเดินตรงเข้ามาหาจัสติน “สวัสดีครับคุณลูกค้า ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือเปล่าครับ”

 จัสตินหยุดมอง ทอม จอห์นสัน ป้ายที่ติดอยู่ที่หน้าอกอย่างลวกๆ เขียนไว้อย่างงั้น “ทอม” เขาถามขึ้น “ผมอยากจะได้ร่มกันฝนดีๆ สักอันหนึ่ง”

 “ได้เลยครับ หากจะพูดถึงร่ม ก็ต้องพูดถึงร้านของเราเป็นแห่งแรก ที่นี้มีร่มทุกชนิดที่โลกนี้มีตั้งแต่ร่มธรรมดา ร่มกระดาษ ร่มลูกไม้ ร่มผ้า ร่มกันกระสุน ...”

 “ว่าแย่จัง ไม่มีหรอกหรอ” จัสตินพูดตัดบท และทำท่าจะเดินออก

 “เดียวก่อนครับคุณลูกค้า มีอยู่แล้วครับ มีแน่นอน” พนักงานหนุ่มเกือบทำเสียเรื่อง “รออยู่ตรงนี้นะครับ เดียวผมจะไปเอาร่มอย่างดี ราคาย่อมเยาว์มาให้ในทันที” เขาพูดก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหลังร้าน

 ซ่าๆ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร แต่จู่ๆ ฝนก็ตกลงมา จัสตินมองออกไปนอกร้าน ฝนตกลงมาหนักพอสมควร นี่คงเป็นความโชคดีเพราะเขาแวะมาซื้อร่มในร้านขายร่ม

 “ได้แล้วครับ” ไม่ทันไร พนักงานหนุ่ม ทอม จอห์นสันก็วิ่งออกมา พร้อมกับร่มที่ห่อในห่อพลาสติกใสอย่างดีมา 3 4 อัน  “นี่เลยครับ ร่มกันฝนที่เคลือบสารลดแรงตึงผิว ทำให้เมื่อสะบัดร่ม ร่มก็จะแห้งสนิททันที ถือเป็นสินค้าขายดีมากเลยนะครับ มีหลากหลายสีให้เลือกทั้ง ดำ เทา น้ำเงิน แดง และสีอื่นๆ อีกมากมาย”

 “อย่างงั้นหรอครับ  แหม่ ดีจังเลยแหะ” จัสตินเออออตาม

 “ใช่ไหมครับ  ฝนตกพอดีเลย อยากจะให้ผมทดลองสะบัดดูไหมครับ”

 “ไม่ต้องหล่ะครับ”

 “ว่าแต่สนใจสินค้าอย่างอื่นไหมครับ นอกจากร่ม ร้านเรายังมีรองเท้าบูทแฟชั่น เสื้อโค้ทกันฝนอย่างดี  หมวก ถุงมือ....”

 “ไม่ดีกว่าครับ ผมแค่อยากได้ร่มดีๆ สักอัน”

 “แหม่อย่างงั้นหรอครับ  แต่คุณลูกค้ารับรองไม่ผิดหวังครับ เพราะที่นี้คือร้านขายร่มที่ดีที่สุด”

 “นั้นนะสิครับ”

 จบบทสนทนาขายของ พวกเขาก็เดินไปที่แคชเชียร์จ่ายเงิน

 “ว่าแต่ ทอม” จัสตินถามขึ้น

 “ครับคุณลูกค้า” พนักงานหนุ่มตอบอย่างแข็งขัน

 “ที่นี้ พอจะมีโรงแรม หรือที่พักหน่อยไหม  คือผมต้องมาทำธุระนิดหน่อยในเมืองนี้สัก 5 6 วันนะ” จัสตินสอบถามข้อมูล ถึงเข้าจะตั้งใจมาในเมืองนี้ แต่เขาช่างมืดบอด เมืองนี้เป็นเมืองนอกกฎหมายที่สำหรับเขาแล้วหากไม่คอขาดบาดตายคงไม่มีทางเดินเข้ามา แค่มองเข้ามาก็ถือว่ายากยิ่งแล้ว

“เสียใจด้วยนะครับ ที่นี้ไม่มีโรงแรมหรอกครับ แต่ก็มีห้องพักให้เช่านะครับ ถ้ายังไงลองโทรไปติดต่อดูไหมหล่ะครับ แต่ผมกลัวว่าจะต้องเช่าเป็นอย่างต่ำก็เดือนหนึ่ง”

 “อย่างนั้นหรอครับ  ถ้ายังไงขอเบอร์หน่อยจะได้ไหมครับ” จัสตินตอบ พร้อมกับส่งยิ้มให้พนักงงานหนุ่ม  พนักงานหนุ่มก็ยิ้ม เพราะติ๊ปที่ได้รับนั้นเยอะกว่าราคาร่มที่เขาขายได้เสียอีก

 กริ๊งๆ จัสตินเดินออกมาจากร้านพร้อมกับกางร่มที่พึ่งซื้อมา สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ รอ

 --------------------

edit @ 2 Jan 2012 20:00:57 by JusTiTia

มันกำลังจะมา!!!

posted on 18 Dec 2011 13:33 by justitia  in UpDaTe
มันกำลังจะมา!!!

[VD] Profile ::: Justin Hoffart

posted on 18 Dec 2011 13:24 by justitia  in VD
::: Profile :::
 
..... Picture .....
 
Name : Justin Hoffart  [Side Character]
Age : 28
Birthday : 8 April 1983
Hight : 180
Weight : 75
Nation : German
Sex : Male
Religion : Christ
Occupation : ตำรวจ
Address : เบอร์ลิน
ประวัติ : เขาเป็นนักสืบหนุ่มไฟแรงที่มีฝีมือยอดเยี่ยมแห่งกรมตำรวจเยอรมัน  ไขคดีที่ยากๆ มาแล้วหลายต่อหลายคดี  และก็ได้เอะใจกับคดีเพลิงไหม้คฤหาสถ์  Adelig  จึงเริ่มทำการสอบสวน
สถานะ: Married
พิเศษ: พยายามเลิกสูบบุหรี่อยู่
 
::: Characteristic :::
ผม : สีน้ำตาลแดงเข้ม สั้น
ดวงตา : สีฟ้า
นิสัย : เป็นคนขึมๆ บางครั้งชอบพูดจากวนๆ ฉลาดหลักแหลม และยึดมั่นในความยุติธรรมและความถูกต้อง ชอบทำหน้าจริงจังตลอดเวลา เหมือนพวกนักธุรกิจบ้างาน  ไม่ค่อยพูดมาก เน้นลุยๆ  แต่ถ้าพูดก็พูดโผงผาง การแสแสร้งแกล้งเป็นเป็นความสามารถ จุดเด่นของเขาอยู่ที่การอาศัยการสืบสวนแบบเก็บข้อมูล แล้ววิเคราะห์ความเป็นไปได้

edit @ 18 Dec 2011 13:33:06 by JusTiTia

edit @ 18 Dec 2011 20:58:54 by JusTiTia

เวลาว่างอยู่หนใด

posted on 14 Nov 2011 21:31 by justitia  in UpDaTe
ยุ่งมาก เดือนสองเดือนที่ผ่านมา Undecided Project ไม่ได้แต่งเลย เซ็งชีวิต 

[VD] Chapter 2 ::: Aqua

posted on 16 Oct 2011 15:32 by justitia  in VD

::: Chapter 2 - หญิงสาวและเมืองแห่งความหวัง :::

“แม้ในความมืดมิด แสงสว่างก็ยังส่องไปถึง” นี่อาจเป็นคำพูดๆ หนึ่งที่ใครบางคนเชื่อ นี่อาจเป็นคำพูดๆ หนึ่งที่ใครบางคนคิดเอาไว้อยู่ในใจ ใครบางคนผู้ซึ่งยังคงมีความหวัง ใครบางคนผู้ซึ่งแม้หมดหนทางแต่ยังคงยืนยัดอยู่ตรงนั้น ในความมืดมิดที่แสนโศกเศร้า ในความมืดมิดที่แสนปวดร้าว แต่เพราะมีความหวัง พวกเขาจึงเชื่อในสิ่งที่ไร้ซึ่งความหวัง

บรรยากาศเมืองยามค่ำคืนที่ครึกครื้นของแอนลิงก์หลับตาให้ไปแล้ว และเมื่อมองไปด้านนอกหน้าต่างก็เหลือแต่ความมืดมิด แสงจันทร์ และป่าเขาที่รายล้อมอยู่ทั้งสองข้างทาง เว้นระยะเป็นพักๆ แสงไฟสลัวๆ จากไฟถนนสาดส่องเข้ามาสลับกับแสงจันทร์อันแสนแผ่วบาง

เสียงเครื่องยนต์คำรามเบาๆ ดังเป็นจังหวะคือเสียงๆ เดียวที่ได้ยิน และเงาที่เห็นก็คือเงาของชายหญิงสองคนที่นั่งอยู่ในนั้น ชายหนุ่มขับเครื่องจักรดังกล่าวไปบนถนนที่เงียบสงัด ในขณะที่หญิงสาวนั่งอยู่ด้านหลังอย่างสงบเสงียม จ้องมองทิวทัศน์ป่าเขาที่วิ่งผ่านไปเรื่อยๆ ช้าบ้าง เร็วบ้าง

ดูเหมือนความเงียบจะกลืนกินบรรยกาศดังกล่าวได้ไม่นาน ชายหนุ่มซึ่งรู้สึกว่ากำลังจะถูกดึงลงไปสู่ความว่างเปล่าได้เริ่มบทสนทนา

“อาจจะช้าไปหน่อย แต่ผมจะขอแนะนำตัวนะครับ” เขากล่าวขึ้น “ผม...”

“Aqua”

ชายหนุ่มที่กำลังจะอ่าปากกล่าวนามของเขาหยุดลงเมื่อหญิงสาวพูดอะไรบางอย่างขึ้น

“Aqua…” เขากล่าวย้ำคำพูดที่เขาได้ยินจากปากของเธอ

หญิงสาวหันมามองชายหนุ่มที่แอบมองเธอผ่านทางกระจกมองหลัง สีหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์และน้ำเสียงเอง ทำให้ชายหนุ่มไม่อาจคาดเดาได้ว่าเธอกำลังคิดอะไร

“ใช่ค่ะ Aqua” หญิงสาวพูดขึ้นอีกครั้ง “ชื่อของฉัน” เธอตอบก่อนที่จะหันกลับไปมองภาพทิวทัศน์ที่ไร้ซึ่งความน่าพิศมัย หากแต่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าของป่าเขาและความมืดมิด

“ยินดี...ที่ได้รู้จักครับ คุณ Aqua” ชายหนุ่มทักทายแบบเกร็งๆ “ผม ฟลอเรนซ์ อลาสก้า ครับ”

“...” ไม่รู้ว่าเธอสนใจหรือเปล่า หากแต่หญิงสาวได้แต่มองออกไปข้างนอกโดยไม่พูดอะไร

“ก็อย่างที่เห็น ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่แอนลิงก์ครับ คณะกฎหมาย” เขาแอบเน้นย้ำคำพูดสุดท้ายเพื่อแสดงความภาคภูมิใจเล็กๆ แม้จะไม่รู้ว่าบุคคลที่เขาโต้ตอบด้วยนั้น เธอจะสนใจหรือเปล่า

เงียบกันไปพักใหญ่ ดูเหมือนความเงียบจะเอาชนะพวกเขาทั้งสองได้ในครั้งนี้ แต่ชายหนุ่มซึ่งยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อยยังคงไม่ยอมแพ้ เขาชำเลืองมองดูเธอผ่านกระจกมองหลัง แม้จะมืดไปหน่อย แต่แสงจันทร์สลัวๆ และแสงไฟข้างทางก็สาดส่องมาทำให้เขาพอมองเห็นได้บ้าง

หญิงสาวอายุราวๆ ยี่สิบในชุดสีดำลูกไม้แปลกๆ ในความคิดของเขา นั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ท่าทีของเธอดูเป็นกุลสตรีมากๆ ทำให้เขาคาดเดาว่าเธอน่าจะมาจากตระกูลผู้ดี ร่มลูกไม้สีขาวก็เป็นตัวบ่งบอกเช่นกันว่าเธอน่าจะเป็นอย่างที่เขาคาดไว้

แต่แล้วหญิงสาวก็หันมามองเขา เธอจ้องมองเขาตาไม่กระพริบ แล้วจึงเริ่มพูดขึ้น

“มีอะไร...หรือเปล่าค่ะ”

“แค่สงสัยนะครับ” ชายหนุ่มไม่อ้อมค้อม เขาไม่ยอมให้ความมืดมิดชนะได้อีกเป็นครั้งที่สอง

“ไม่ทราบว่า คุณ Aqua จะไปที่เวนเลสทำไมหรือครับ” เขาถาม

“....” หญิงสาวไม่ตอบ แต่ยังคงจ้องมองเขาอยู่

“เหตุผลส่วนตัวสินะครับ” ชายหนุ่มซึ่งเห็นว่าหญิงสาวไม่ได้พูดอะไรจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ผมคงถามอะไรได้ไม่มากสินะครับ เพราะตามกฎหมาย การที่ผมถามอะไรมากจนเกินไปอาจเข้าค่ายการล่วงละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล ซึ่งมีความผิดทางอาญา อีกทั้งก็เคยมีคดีตัวอย่างหลายๆ คดีที่จำเลยถูกตัดสินว่าความผิดโทษฐานล่วงละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล อันที่จริงผมก็ไม่ได้คิดว่าการถามอะไรแบบนั้นจะเข้าค่ายนะครับ แต่หากมองในมุมมองของผู้ถูกถามเอง มันก็เหมือนเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลจริงๆ ยิ่งฝ่ายที่ถูกถามเป็นผู้หญิง แล้วฝ่ายถามเป็นผู้ชาย ก็อาจจะเข้าค่ายกฎหมายอีกมาตราว่าด้ววยการล่วงละเมิดทางเพศ ....”

ชายหนุ่มหยุดพร่ำ เขาเห็นว่าหญิงสาวที่จ้องมองเขาอยู่หันหน้ากลับไปมองอะไรของเธอนอกหน้าต่างอีกครั้ง เขาตัดสินใจเลิกถาม และยินยอมให้ความเงียบสงัดกลืนกินบรรยากาศชั่วขณะ เพราะในที่สุด ภาพของบานเหล็กโค้งขนาดใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเขา เมืองสีเทาที่ถูกความมืดมิดปกคลุม เมืองซึ่งเป็นปลายทางของทั้งสองคน เวนเลส

รถขับผ่านเขาไปในตัวเมือง อันที่จริงอาจมีใครหลายคนโต้แย้งว่านี่มันไม่ใช่เมืองเลยสักนิด ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่นัก และอาคารตั้งตง่านอยู่ไม่เกินห้าสิบหลัง ทำให้มันเหมือนหมู่บ้านที่ดูเงียบสงบยามค่ำคืน แสงไฟเบาบางเล็ดลอดออกมาจากอาคารบางแห่งที่ยังคงตื่นอยู่

จักรยานคันหนึ่งผ่านเขาไป นั้นคงเป็นยามผู้รักษาความปลอดภัยให้กับเมืองหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ชายหนุ่มถึงกับคิ้วขมวดและจ้องมองดูจักรยานที่ขับสวนผ่านไปด้วยสีหน้าราวกับอาฆาตแค้น หญิงสาวซึ่งมองไปรอบๆ เพื่อรับชมบรรยากาศของเมืองรับรู้ได้ถึงเสียงบ่นพึมพำอะไรบางอย่างจากคนขับ

เอี๊ยด เสียงเบรกเบาๆ และรถยนต์ก็หยุดลง ตึกอาคารสูงตั้งเรียงรายอยู่สองข้างทาง ไฟริมทางสลัวๆ ให้บรรยากาศไม่ค่อยต่างไปจากตรอกมืดๆ ที่พวกเขาจากมาที่แอนลิงก์

“ถึงแล้วครับ” ชายหนุ่มกล่าว แล้วทั้งสองคงก็ลงจากรถ

หญิงสาวซึ่งคราวนี้ไม่ได้รอให้ชายหนุ่มมาเปิดประตูให้ เดินตามชายหนุ่มไปที่กระโปร่งหลัง

“ไม่ทราบว่า คุณ Aqua พักที่ไหนหรือครับ ถ้ามันไกลจากตรงนี้ ผมจะได้ขับไปส่ง” ฟลอเรนซ์ถามขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงอาจดูแข็งกระด้างไปบ้าง แต่ก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเป็นห่วงในฐานะสุภาพบุรุษคนหนึ่ง

หญิงสาวเงียบไปพักหนึ่ง เธอจ้องมองชายหนุ่มที่ทำท่าเหมือนจะเปิดกระโปร่งรถ แต่จู่ๆ ก็ถามเธอขึ้น

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” Aqua ตอบ น้ำเสียงและสีหน้าของเธอยังคงไร้อารมณ์เหมือนทุกครั้งไป

“ไม่ทราบ” ฟลอเรนซ์พูดทวนอีกครั้ง

“ค่ะ ไม่ทราบ” Aqua ย้ำคำตอบของเธอให้เขาฟัง “น่าจะเป็นโรงแรมเล็กๆ สักแห่งหล่ะมั้ง”

“โรงแรม... ในเวนเลสนะหรือครับ” ชายหนุ่มพูดขึ้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที “ของแบบนั้นมันไม่มีหรอกครับ” น้ำเสียงดุดันขึ้น

“ไม่มี...?” หญิงสาวถามขึ้น

“ครับ ไม่มีหรอกของแบบนั้น ในเมืองเล็กๆ แบบนี้” ฟลอเรนซ์ตอบ เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างไปกดสวิตส์ที่ไม่ควรจะกด ชายหนุ่มที่เคยดูเงียบครึมกลับโวยวายในความไร้เดียวสาของเด็กสาววัยรุ่นที่อยู่ตรงหน้าของเขา

“ถ้ายังนั้น แล้วพวกบ้านพัก หรือบังกโล ก็น่าจะพอมีสินะค่ะ” หญิงสาวถามขึ้นอีกครั้ง เธอจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะคาดหวังให้คำตอบคือ ใช่

“ไม่” นั้นคือคำตอบของฟลอเรนซ์ “ไม่มีเหมือนกันครับ”

“....” หญิงสาวซึ่งได้รับรู้คำตอบที่น่าผิดหวังทอดสายตาลงต่ำอีกครั้ง แล้วจึงพูดขึ้น “ถ้าเช่นนั้น ต้องขอขอบคุณจริงๆ อีกครั้งนะค่ะที่พาฉันมาถึงที่นี้” เธอก้มหน้าเป็นการขอบคุณ “ถ้ายังไงขอกระเป๋าของฉันจะได้ไหมค่ะ”

“แล้วคุณจะไปพักที่ไหนหรือครับ”

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่ก็คงต้องหาดู” Aqua ตอบ เธอเองก็ไม่มั่นใจเช่นกัน บางทีอาจเป็นเพราะเธอไม่ได้คาดคิดในสิ่งที่ใครๆ ก็รู้แต่เธอไม่รู้อยู่ก็ได้

“นี่ก็ดึกมากแล้ว” ชายหนุ่มดูเงียบสงบลงอีกครั้ง “ถ้ายังไงที่บ้านของผมมีห้องว่างอยู่ คุณจะพักอยู่ที่นี้คืนนี้ก่อนก็ได้”

หญิงสาวจ้องมองฟลอเรนซ์ที่เสนอตัวเลือกให้กับเธอ สักพักหนึ่งเธอก็มองไปยังฟังตรงข้ามกับที่รถจอดอยู่ ตึกสูงสามชั้นตั้งตง่านอยู่ตรงนั้นเรียงรายติดกันหลายอาคาร อาจไม่ได้ดูหรูหรานักแต่ก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว เธอคิด

“ถ้าหากนั้นเป็นสิ่งที่คุณต้องการ ก็ได้ค่ะ” Aqua ตอบตกลง

แล้วทั้งสองคนก็เดินเข้าไปในตึกดังกล่าว สถานที่ๆ จะเป็นเหมือนดังจุดเริ่มต้นของการพบพานของหญิงสาวคนหนึ่งกับชายหนุ่มคนหนึ่งในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เวนเลส

--------------------